รหัส Unicode

SPONSORED LINKS

ดูผิวเผินแล้ว รหัส ASCII ดูเหมือนจะเพียงพอต่อการใช้งานกับการแทนค่าตัวอักขระต่างๆ แต่ในความเป็นจริง รหัส ASCII มีขนาดใหญ่ไม่มากพอที่จะบรรจุภาษาต่างๆ ที่มีใช้งานอยู่บนโลกใบนี้ได้ จึงทำให้รหัส 128 ตัวหลัง อาจมีความแตกต่างกันในเรื่องของการแทนค่าตามแต่ละชนชาติ ไม่ว่าจะเป็นโซนยุโรป หรือเอเชียก็ตาม และด้วยการแทนค่าผ่านการเข้ารหัสที่แตกต่างกันนี้เอง (เช่น เลขรหัสเดียวกัน แต่แทนค่าตัวอักขระแตกต่างกัน หรืออักขระตัวเดียวกัน ถูกแทนค่าด้วยรหัสที่แตกต่างกัน เป็นต้น) ทำให้การเคลื่อนย้ายข่าวสารไปมาระหว่างเครื่องอาจเกิดปัญหาตามมา โดยเฉพาะโฮสต์คอมพิวเตอร์หรือเซิฟเวอร์ที่ตัวระบบจะต้องมีความสามารถในการรองรับรหัสแทนข้อมูลต่างๆ ได้หลายรูปแบบ เพื่อรองรับการสื่อสารกับระบบที่ใช้รหัสแทนข้อมูลต่างแพลตฟอร์มกัน มิฉะนั้น อาจส่งผลต่อความเสียหายในข้อมูลได้

โดย “รหัส Unicode หรือ อ่านในภาษาไทยว่า “ยู-นิ-โค้ด ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อทดแทนสิ่งที่เคยใช้งานอยู่ กล่าวงคือ รหัส Unicode จะมีการกำหนดรหัสหมายเลขเฉพาะให้กับทุกๆ ตัวอักขระ โดยไม่ขึ้นกับแพลตฟอร์มและภาษาใดๆ ทั้งสิ้น มาตรฐานของ Unicode ถูกนำไปใช้กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทางอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์มากมาย เช่น Microsoft, IBM, HP และ Oracle อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนใช้งานบนระบบปฏิบัติการเป็นจำนวนมาก รวมถึงโปรแกรมเพื่อการท่องเว็บ (เบราเซอร์) จากค่ายต่างๆ และด้วยรหัส Unicode ที่มีขนาดใหญ่ตั้งแต่ 8 ถึง 32 บิต จึงทำให้สามารถใช้แทนค่าตัวอักขระได้มากถึง 65,536 ตัว กรณีเป็นรหัส 16 บิต หรือมากกว่า 4 พันล้านตัว กรณีเป็นรหัส 32 บิต ซึ่งมากพอต่อการแทนค่าข้อมูลตัวอักขระภาษาของชาติต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาษาโบราณหรือภาษาสมัยใหม่ก็ตาม เช่น จีน, กรีก, ฮิบรู, ออัมฮาริก, ทิเบต และรัสเซีย จึงทำให้รหัส Unicode สามารถใช้งานได้ทั่วโลก และด้วยความสอดคล้องตรงกัน จึงส่งผลดีต่อการสื่อสารและการเคลื่อนย้ายไปมาระหว่างระบบก็จะมิใช่เป็นปัญหาอีกต่อไป นอกจากนี้ รหัส Unicode ยังได้รับการปรับปรุงอย่างสม่ำเสมอ มีการเพิ่มตัวอักขระใหม่ๆ และภาษาใหม่ๆ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อรหัสเดิมที่ใช้อยู่ สำหรับเวอร์ชั่นล่าสุดที่ใช้งานกันคือ Unicode 5.2

SPONSORED LINKS

About admin

Check Also

วิธีขุด Equihash (Zcash) mining

วิธีขุด Equihas ...